dive

วันที่3

 

ตื่นขึ้นมาตอน7โมงเช้า วันนี้จะเป็นวันแรกที่ได้ออกทะเลของจริง

 พอเจ็ดโมงครึ่งก็มีรถมารับที่รีสอร์ท เพื่อไปอีกหาดหนึ่งทีเรือออก

 

แล้วเราก็ย่ำไปตามชายหาดเพื่อขึ้นเรือยอร์ชขนาดเล็กของเรา(ถ้าให้ประมาณคงประมาณรถปิกอัพในถนน)

 

แล้วก็เบ่งสปีดไปที่เกาะห้า จุดดำน้ำของวันนี้(และพรุ่งนี้)

คนที่มานอกจากตัวกู พี่เปา และลูกเรือ เป็นฝรั่งล้วนๆ รู้สึกเหมือนเสียสิทธิสภาพนอกอาณาเขตการดำน้ำให้กับฝรั่งยังไงไม่รู้

นั่งๆ กินๆ นอนๆ อยู่ประมาณชั่วโมงกว่าก็ถึงเกาะห้า เค้าว่าหากโชคดีจะได้เจอปลากระเบนราหู

แต่บอกตามตรงว่าตั้งแต่นาย สตีฟ แห่งสวนสัตว์ออสเตรเลียตายเพราะ เจอกระเบนฟาดเข้าที่กลางอกทะลุถึงหัวใจ กูก็ไม่นึกอยากสุงสิงกับสัตว์พันธุ์นี้เท่าไหร่(ที่สตีฟโดน ไม่ใช่กระเบนราหูนะ)

การตายจากการดำน้ำครั้งแรก ไม่ใช่สิ่งที่กูหรือใครใฝ่ฝัน

 

พอถึงจุดแล้วกูก็กระโดดตูมลงไปในน้ำ จากนั้นจึงค่อยใส่เสื้อชูชีพและถังออกซิเจน บนผิวน้ำ

(เนื่องจากกูมีปัญหาเกี่ยวกับหลังนิดหน่อย ไม่อยากแบกของหนัก)

 หลังจากเช็คอัพเรียบร้อยเราก็ดำดิ่งลงสู่ใต้ทะเล(ประมาณ5ม.)

 

...

..

.

ระหว่างที่อยู่บนฝั่ง ฝรั่งคนนึงบอกว่า จะรู้สึกมหัศจรรย์มากที่ เราสามารถหายใจใต้น้ำได้

สำหรับกูไม่ได้รู้สึกอะไรขนาดนั้น แต่ก็รู้สึกแปลกๆ กับความเย็นของอากาศที่หายใจ

กับเสียงฟืด ฟืดทุกครั้งที่หายใจเข้า 

ความตื่นเต้น และความสนใจส่วนมากของกูอยู่ตรง "กูจะตายมั้ย?" มากกว่า

 

 

จากนั้นก็ทำการฝึก แบบในสระที่ก้นทะเล อีกครั้งก็ประมาณ ลอยตัว เคลียร์น้ำจากหน้ากาก อะไรเื้ทือกนั้น

 พอฝึกซักพัก ก็ออกดำสำรวจแถวนั้น

ข้อเท็จจริงที่พบคือ

ปลาสิงโต แม่งมีเยอะมากกว่าที่กูคิดในท้องทะเลไทย(ดำครั้งนึง เจอไม่ต่ำกว่า3ตัว)

ปะการังที่กูเจอ สีไม่ได้สวยมาก แต่พอถ่ายรูปเข้ากล้องแล้ว สีสดชะมัด(เนื่องจากแสงจากแสงอาทิตย์ส่องมาไม่ถึงเท่าไหร่)

สิ่งที่ตื่นเต้นคือ การมีฝูงปลาใหญ่ๆ ว่ายผ่านมาใกล้ๆ (พยายามจะว่ายเข้าไป แต่ครูฝึกเคยบอกว่า ปลาชนิดนี้มีฟันที่กัดนิ้วขาดได้ เลยหยุดความคิดนั้นไว้ก่อน)

ไม่ว่าอะไรก็ไม่น่าสนใจ เมื่อกูปวดฉี่ อันนี้เป็นความจริงที่ประจักในไดฟ์ที่เหลือ เพราะกูปวดฉี่ทุกไดฟฺ์

ดำไดฟ์แรกประมาณ40นาที อากาศในถังก็หมด

 ครูฝึำกบอกว่า ปกติจะดำได้เกือบชั่วโมงนึง คงเป็นเพราะกูหายใจเร็วไป ปกติต้องหายใจช้าๆ และเวลาดำก็ไม่ต้องใช้แขนว่าย ตีขาอย่างเดียว

จากนั้นเราก็ทำการ ascend ขึ้นสู่ผิวน้ำ

สิ่งแรกที่ทำหลังจากขึ้นเรือ คือกูพุ่งไปที่ห้องน้ำเนื่องจากปวดฉี่หนัก

สิ่งแรกที่คิดหลังจากพยายามจะฉี่คือ ทำไม wet suit มันไม่มีซิปกางเกง กูจะได้ฉี่ง่ายๆ วะ

 

จากนั้นก็พักกินข้าวเที่ยง แล้วก็ลงดำต่อตอนบ่าย ซึ่งเป็นฟรีไดฟ์ กูไม่ต้องทำการทดสอบอะไรทั้งนั้น แค่ดำไปเรื่อยๆ

แน่นอนว่า กูปวดฉี่อีกแล้ว ทั้งๆที่แน่ใจว่ากินน้ำไม่ได้เยอะเลย แต่พอลงน้ำทะเลแล้วทำไมมันปวดฉี่ชิบหายเลย

สงสัยเป็นเพราะน้ำทะเลแม่งเค็ม แล้วกูเผลอกลืนเข้าไป(ทั้งที่มั่นใจว่ากลืนน้ำทะเลน้อยมาก)

เลยทำให้ฉี่เยอะ เพราะร่างกายต้องการขับเกลือออก แล้วเวลาขับเกลือก็ต้องอาศัยน้ำปริมาณมาก ก็เลยทำให้ฉี่เยอะขึ้น

ตอนแรกกะจะฉี่แม่งลงทะเลไปเลย แต่ว่า ด้วยสำนึกว่า หลักการของ wet suit คือไม่ให้น้ำข้างในออกข้างนอก และข้างนอกเข้าข้างใน ถ้ากูฉี่ออกไป น้ำคงเต็ม wet suit ที่กูใส่อยู่ ขึ้นไปข้างบนคงเหม็นเยี่ยวกูมิใช่น้อย

แม้หลักการของการดำน้ำคือความซกมก(ชื่อเล่นน่ารักๆของ โสโครก)

แต่กูฝืนใจกลั้นเอา เสื้อไม่ใช่ของเรา ท่องไว้ ภาวนาให้ถังอากาศหมดวัยๆ กูจะได้ขึ้นไปเยี่ยวซักที

แล้วก็ใช้เวลาประมาณห้าสิบนาที กูก็ขึ้นไปบนเรือ (ได้เยี่ยวซักที)

 จากนั้นก็มุ่งหน้ากลับเกาะลันตาอีกครั้ง

 

วู้วว จบวันแรกแล้ว พรุ่งนี้วันสุดท้าย

 

ปล.เพิ่งมาถามน้องที่ดำน้ำ เค้าบอกว่า ปวดฉี่ก็ฉี่ไปเลย เค้าก็ฉี่กันทั้งนั้นแหละ ซกมกมั้ยล่ะ? 

ต่อจากตอนที่แล้ว

 

กูตื่นนอนขึ้นมาตอนประมาณแปดโมง กินข้าวเช้า แล้วก็พบกับครูสอนดำน้ำคนไทย

จากนั้น ก็เริ่มคอร์สเร่งรัดให้จบใน 3 วัน (เนื่องจากหลังจากดำน้ำ ต้องงดขึ้นเครื่องบินไปอีก 18 ชม.)

เก้าโมง ก็เริ่มดูวิดีโอ รวด สี่ชั่วโมง เรียกว่าดูจนขี้ตาเยิ้ม  แถมในห้องก็ดันเป็นห้องที่ฝุ่นเยอะ ทำภูมิแพ้กูขึ้นน้ำมูกไหล จามไม่หยุด ทำกูตึ๊บๆ เลย

ดูจบบทนึงก็ทำข้อสอบ ทำไปเรื่อยๆ จนครบห้าบท

หลังจากดูจนจบแล้ว ก็มาถึงการฝึกในสระ 

ได้ลองใส่ชุดประดาน้ำ จริงๆ กับเค้าซักที (หนักสัด)

แล้วก็ลองฝึกทักษะำจำพวกเคลียร์หน้ากาก(ปล่อยลมทางจมูกเพื่อไล่น้ำออกจากหน้ากาก) ลอยตัวในน้ำ(ทำให้ตัวเรามีความถ่วงจำเพาะเท่ากับน้ำ เพื่อจะได้ไม่ต้องใช้แรงมากในการว่าย) การขึ้นจากน้ำ(กูต้องอธิบายอันนี้ด้วยหรอ เออ..ก็ได้วะ คือ เวลาเราขึ้นจากน้ำ ปริมาตรอากาศมันจะเพิ่มขึ้น ซึ่งมีโอกาสทำให้ปอดแตกได้ แต่ว่าปอดมันไม่แตก ถ้าเรายังหายใจตลอดเวลา เนื่องจากมันเป็นไดนามิค แต่เสื้อชูชีพที่ใส่ลมของเรามันจะแตกได้ เวลาเราขึ้นสู่ผิวน้ำ ถ้าเราไม่ปล่อยลมออกก่อน เพราะเสื้อชูชีพมันไม่ไดนามิค อีกอย่างนึงคือต้องขึ้นช้าๆ เพื่อไม่ให้เกิดฟองก๊าซไนโตรเจนในเลือด ซึ่งจะทำให้เราตายได้)

จากนั้นก็จบการเรียนในวันแรก แล้วก็เรื่อยเปื่อยอยู่ในห้อง กินข้าวบ้าง ช่วยเค้าเสิร์ฟอาหารฝรั่งบ้าง เพราะรีสอร์ทนี้ มีชื่อเรื่องอาหารอร่อย ฝรั่งที่พักที่อื่นยังมากินข้าวกันที่นี่(นาริมา รีสอร์ท เกาะลันตา)

กลับห้องไปนอน 

แล้วก็จบไปแล้วอีกหนึ่งวัน

 

 

 

 

 

 

ปิดเทอมที่ผ่านมานับเป็นปิดเทอมสุดท้าย และน่าจะเป็นปิดเทอมใหญ่ที่สั้นที่สุด

คือ ประมาณ ๒ อาทิตย์

 

แล้วก็เปิดเทอมแล้ว

สองอาทิตย์ที่ปิดเทอมนับเป็นการปิดเทอมที่คุ้มค่าที่สุด เพราะไม่มีวันไหนเลยที่กูได้อยู่บ้านแบบเต็มๆวัน

 

พอวันศุกร์สอบเสร็จปุ๊ป 

วันเสาร์เย็นๆ กูก็ปิ๊งไอเดีย อยากเรียนดำน้ำขึ้นมาอย่างกระทันหัน

จึงยื่นหน้าเสล่อๆ ไปบอกแม่ ว่า "อยากเรียนดำน้ำ"

เหลือเชื่อว่า แม่กูก็เออออห่อหมกทันที

แต่เงื่อนไขการไปไม่ง่ายอย่างนั้น กูต้องกลับมาก่อนวันศุกร์ นั่นหมายความว่า กูจะได้เรียนมากที่สุดห้าวัน 

นับจากวันอาทิตย์เป็นต้นไป (สมมติว่าไม่มีการเดินทางเลย)

 

แต่เนื่องจากความใคร่ส่วนตัว จะดำทั้งที ก็ขอดำให้มันสวยๆ

จึงอยากไปกระบี่ แหล่งที่ทะเลสวยที่สุดแห่งหนึ่งของไทย และของโลก

เนื่องจากมีเพื่อนแม่เป็นเจ้าของรีสอร์ทที่กระบี่ ที่พักจึงไม่ใช่ปัญหา

จึงเสิร์ชหาที่เรียนดำน้ำ ซึ่งดูแล้วใช้เวลาประมาณ3-4วัน เพราะฉะนั้นถ้ากูอยากกลับก่อนวันศุกร์ กูต้องไปวันอาทิตย์ และกลับวันพฤหัส

เหลือบตาไปมองนาฬิกาแขวนผนัง วันอาทิตย์อยู่ห่างไปประมาณสองชั่วโมง

ชิบหาย!!!  ...ขี้จุกตูดมักเป็นแรงบันดาลใจของกูเสมอมา

 

ปัญหาคือ ตั๋วเครื่องบิน เพราะ ถ้าจะนั่งรถไปกระบี่ ก็ใช้เวลาประมาณสิบสามชั่วโมง นั่งกันจนริดสีดวงกำเริบพอดี

จะจองตั๋วเครื่องบินผ่านบัตรเครดิตก็ทำไม่ได้ เพราะไม่เคยสมัครไว้

จะให้น้าจองแทน น้าก็ปิดเครื่อง

จะโทรหาคอลเซนเตอร์ คอลเซนเตอร์ของแอร์เอเชีย ก็ปิดแล้ว

จึงเสี่ยงดวง จะโทรหาคอลเซนเตอร์ตอนเช้าวันอาทิตย์ หวังว่าจะไปซื้อทัน

 

ตอนเช้าวันอาทิตย์ กูน่าจะเป็นสายแรกที่โทรไปที่คอลเซนเตอร์ของแอร์เอเชีย ตอนแปดโมง

เธอบอกกูว่า ถ้าจะซื้อตั๋วตามร้านต้องซื้อก่อน สี่ชั่วโมงก่อนเครื่องออก

รอบที่กูต้องการไปคือ13.50น. เธอบอกว่าร้านมีอยู่ที่โลตัสทั่วไป ซึ่งโลตัสเปิดสิบโมง

มาคิดคำนวณในใจ สิบโมงกับบ่ายโมงห้าสิบ มันต่างกัน สามชั่วโมงห้าสิบนาที

งี้ก็ไม่ได้นี่หว่า

เธอจึงเสนอทางเืลือก แบบหมาจนตรอกให้กูคือ ซื้อที่สนามบิน ซึ่งซื้อได้ก่อนสองชั่วโมง ก่อนเครื่องออก

โอ้วว์ 

หลังจากวางสายจากคอลเซนเตอร์ กูโทรหาแม่ แม่บอกว่า ให้ไปซื้อที่งานท่องเที่ยวไทย ที่ศูนย์สิริกิต

กูเลยไปรอ ที่ศูนย์สิริกิต ซึ่งปรากฏว่า เปิดสิบโมงเหมือนกัน

สุดท้าย พอได้เข้าไปซื้อ พนักงานก็บอกว่าไม่ได้เหมือนเดิม เพราะเลยสี่ชั่วโมงแล้ว

 

จึงเหลือแค่ช้อยส์สุดท้าย ซื้อที่สนามบิน

จึงรีบกลับบ้าน แล้วเบิ่งรถอย่างไว ไปสุวรรณภูมิ

กูไปถึงประมาณ สิบเอ็ดโมงสี่สิบ(เหลือเวลาซื้อได้อีกสิบนาที!!!)

แต่ที่บู้ทของแอร์เอเชีย คนเยอะมาก 

รอด้วยความเครียด กูจะซื้อทันรึเปล่าวะ

ถ้าไม่ทันก็คือ มาสุวรรณภูมิโง่ คงโดนเพื่อนล้อกันชั่วลูกชั่วหลาน

 .....

 ...

 .

 

 

 

 

 

 

เสียงคลื่นกระทบฝั่งยามเย็น ที่รีสอร์ทในเกาะลันตา

เหลือเชื่อว่าเมื่อเจ็ดชั่วโมงที่แล้ว กูยังไม่มีตั๋วขึ้นเครื่องมาที่นี่เลยด้วยซ้ำ

กูเสียเงิน ด้วยราคาที่แพงที่สุดเท่าที่คนทั่วไปจะซื้อตั๋วเครื่องบินไปกระบี่ได้ คือไปกลับ สี่พันสี่

แต่ก็เอาวะ เพราะยังไงมันก็ปิดเทอมสุดท้าย ไม่รู้ต่อไปจะได้เรียนรึเปล่า

 

กูเข้าไปคุยกับฝรั่งที่สอนดำน้ำที่รีสอร์ท มันให้กูติ๊กอะไรนิดหน่อย เกี่ยวกับข้อตกลงการยอมรับในการดำน้ำ

ซึ่งเื่งื่อนไขมันเยอะเหลือเกิน เชื่อว่าถ้าทุกคนต้องติ๊กตามความจริง คงไม่มีคนในโลกนี้ได้ดำน้ำ

สุดท้ายก็ติ๊กว่า สุขภาพดีทุกประการ  เพื่อที่จะได้ดำน้ำ

(แหงสิวะ กูถ่อมาถึงที่นี่จะไม่ให้กูเรียนเรอะ ถึงจะต้องลงไปนอนเป็นตะกอนในทะเลอันดามันกูก็จะลง)

 

จากนั้นก็เข้าไปพักในห้องพัก(ฟรี ๕๕๕)

พร้อมกับอ่านหนังสือเรียนดำน้ำหนึ่งเล่ม เพื่อความพร้อมในการเรียนวันพรุ่งนี้

 

 เหตุการณ์จะเป็นอย่างไรต่อตอนหน้า วันนี้ขี้เกียจเขียนแล้ว